ของต้องห้ามในบ้าน 20 อย่าง เรียกซวย อัปมงคล ห้ามเก็บ พร้อมวิธีทิ้งให้ถูก
บ้านเปรียบเสมือนภาชนะเก็บพลังงานของผู้อยู่อาศัย ทุกสิ่งของที่วางไว้ในบ้านล้วนส่งผลต่อบรรยากาศ อารมณ์ และโชคลาภของคนในบ้านไม่มากก็น้อย ของต้องห้ามในบ้าน หรือ ข้อห้ามในบ้าน ตามความเชื่อที่ว่า “ของบางอย่างเมื่อเก็บไว้จะเรียกความซวย” จึงไม่ใช่เรื่องงมงายโดยสิ้นเชิง เพราะทั้ง หลักความเชื่อโบราณของไทย และ หลักฮวงจุ้ยของจีน ต่างก็ชี้ตรงกันว่าสิ่งของบางประเภทนำพาพลังงานลบสะสมเข้ามาในบ้านโดยที่เจ้าบ้านไม่รู้ตัว
บทความนี้ The Daily Mu รวบรวม ของต้องห้ามในบ้าน 20 อย่าง ที่ถือเป็น ของอัปมงคล และ ของเรียกซวย ตามทั้งสองลัทธิความเชื่อ แยกเป็น 5 หมวดใหญ่เพื่อให้เช็กง่าย พร้อมอธิบาย เหตุผลที่อัปมงคล และ วิธีจัดการที่ถูกต้อง ของแต่ละชิ้น รวมถึงขั้นตอนการทิ้งอย่างถูกวิธีและวิธี สะเดาะเคราะห์หลังทิ้ง เพื่อเรียกพลังบวกกลับเข้ามาแทนที่
ทำไม “ของอัปมงคล” ส่งผลต่อคนในบ้าน
ก่อนจะเข้าไปดูรายการของต้องห้าม เราควรเข้าใจก่อนว่าทำไมสิ่งของที่ดูเหมือนไม่มีชีวิตจึงถูกมองว่า “มีพลัง” ในทางความเชื่อ คำตอบมาจากสองมุมที่ต่างกันแต่ลงรอยเดียวกัน
มุมความเชื่อไทยโบราณ มองว่าสิ่งของทุกชิ้นมี “เจ้าของพลัง” ที่ติดมาตั้งแต่การสร้าง ของที่พังหัก ตาย หรือเสื่อมสภาพจะส่งพลังงานของ “ความล้มเหลว” และ “ความจบสิ้น” ออกมา หากเก็บไว้จะรบกวนดวงของเจ้าบ้านให้ขัดข้องตามไปด้วย นอกจากนี้ของบางชิ้นยังเกี่ยวพันกับวิญญาณ เช่น ของคนตาย ของเก่าที่ไม่รู้ที่มา หรือของสะสมจากซากสัตว์ ซึ่งเชื่อกันว่าอาจมีเจ้าของเก่าตามติดมา
มุมฮวงจุ้ย อธิบายด้วยคำว่า “ชี่” (氣) หรือพลังงานที่ไหลเวียนในบ้าน ของที่พัง เสีย แตก หรือหยุดนิ่งจะสร้าง “ชี่เสียคุณภาพ” (Sha Chi) ที่สะสมในจุดนั้นและแผ่กระจายไปทั่วบ้าน ทำให้การเงิน สุขภาพ และความสัมพันธ์ของคนในบ้านพลอยติดขัดไปด้วย
ทั้งสองลัทธิความเชื่อจึงสอนตรงกันว่า การ คัดแยกของอัปมงคลออกจากบ้าน เป็นการดูแลพลังงานและจิตใจของผู้อยู่อาศัยที่ทำได้ง่ายและเห็นผลไว ไม่ใช่พิธีกรรมยุ่งยากอย่างที่หลายคนคิด
20 ของต้องห้ามในบ้าน ครบทุกหมวด
ของอัปมงคลแบ่งตามลักษณะพลังงานได้ 5 หมวดใหญ่ แต่ละหมวดมีหลักการคล้ายกันคือ พลังงานหยุดนิ่ง พลังงานตาย หรือพลังงานรบกวนดวงเจ้าบ้าน ตรวจดูว่าบ้านคุณมีของเหล่านี้หรือไม่ ถ้ามีให้รีบจัดการตามวิธีในหัวข้อถัดไป
หมวดที่ 1 ของใช้พัง เสีย ไม่ซ่อม (5 อย่าง)
หมวดนี้เป็นหมวดที่ผิดทั้งหลักไทยโบราณและฮวงจุ้ยพร้อมกัน เพราะของที่พังคือของที่ “ตาย” ไปแล้วในเชิงการใช้งาน การเก็บไว้เหมือนเก็บซากที่ไร้ชีวิตไว้ในบ้าน
1. นาฬิกาตาย นาฬิกาที่เดินไม่ได้แล้วถือเป็นของอัปมงคลลำดับต้น ๆ ตามทั้งสองลัทธิ เพราะนาฬิกาเป็นสัญลักษณ์ของเวลาและการเคลื่อนไหว เมื่อหยุดเดินก็หมายถึง “เวลาของบ้านหยุด” ฮวงจุ้ยระบุชัดว่านาฬิกาตายจะดึงพลังงาน “หยุดชะงัก” มาสู่การงานและสุขภาพของคนในบ้าน ถ้าซ่อมไม่ได้ควรทิ้งทันที ห้ามเก็บไว้ในลิ้นชักเด็ดขาด (ลัทธิ: ทั้งคู่)
2. จานชามแตก ถ้วยร้าว เครื่องใช้ในครัวที่แตกร้าวถือเป็น “สัญลักษณ์ของครอบครัวแตกแยก” ในความเชื่อไทย และในฮวงจุ้ยหมายถึงโภคทรัพย์ที่รั่วไหล หลายบ้านชอบเก็บจานชามแตกไว้เพราะเสียดายหรือรอซ่อม แต่ยิ่งเก็บยิ่งทำให้พลังครัวซึ่งเป็นศูนย์กลางความอยู่ดีกินดีของบ้านเสียหาย ควรทิ้งทันทีที่แตก แม้จะเป็นรอยร้าวเล็ก ๆ ก็ตาม (ลัทธิ: ทั้งคู่)
3. มีดหัก มีดบิ่น มีดเป็นของคมที่สัมพันธ์กับพลังงานฟาดฟัน มีดหักหรือบิ่นจะพกพาพลังงาน “การบาดเจ็บที่เกิดขึ้นซ้ำ” ความเชื่อไทยเตือนว่าห้ามเก็บมีดหักไว้ในครัวเพราะจะดึงเหตุทะเลาะวิวาทและอุบัติเหตุเข้าบ้าน การทิ้งมีดหักควรห่อด้วยกระดาษหนาหรือผ้าแดงก่อนเพื่อตัดพลังงานและไม่เป็นอันตรายกับคนเก็บขยะ (ลัทธิ: ไทยโบราณ)
4. เครื่องใช้ไฟฟ้าพังที่ไม่ซ่อม โทรทัศน์ พัดลม หม้อหุงข้าว หรือไมโครเวฟที่พังและไม่ได้ซ่อมเป็นเดือนเป็นปี จัดเป็นของอัปมงคลตามหลักฮวงจุ้ยเพราะสะสม “พลังงานนิ่ง” (Stagnant Chi) ที่แผ่กระจายความขี้เกียจและการงานไม่ก้าวหน้าสู่คนในบ้าน หลักง่าย ๆ คือ ถ้าพังเกิน 30 วันแล้วยังไม่ได้ซ่อม ให้ตัดสินใจทิ้งทันทีโดยไม่ต้องลังเล (ลัทธิ: ฮวงจุ้ย)
5. เก้าอี้โยกที่ไม่ได้ใช้งาน เก้าอี้โยกที่ตั้งไว้เฉย ๆ ไม่มีคนนั่งเป็นเวลานาน ถือเป็นของอัปมงคลเฉพาะตัว เพราะฮวงจุ้ยเชื่อว่าเก้าอี้โยกว่างเปล่าเชิญ “ผู้มาเยือนที่มองไม่เห็น” เข้ามานั่งแทน หากมีเก้าอี้โยกที่ไม่ได้ใช้งานจริง แนะนำให้ย้ายไปเก็บในพื้นที่ปิดหรือบริจาคต่อให้คนที่ใช้จริง (ลัทธิ: ฮวงจุ้ย)
หมวดที่ 2 กระจกและของสะท้อนแสง (3 อย่าง)
กระจกเป็นสิ่งของที่ฮวงจุ้ยให้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะเชื่อว่าสะท้อนและขยายพลังงานสองทิศทาง วางผิดจุดจากของดีกลายเป็นของอัปมงคลได้ทันที
6. กระจกแตก กระจกร้าว ไม่ว่าจะแตกโดยอุบัติเหตุหรือรอยร้าวเล็กน้อย ห้ามเก็บไว้ในบ้านเด็ดขาด ความเชื่อไทยมองว่ากระจกคือช่องทางระหว่างโลกปัจจุบันและโลกวิญญาณ กระจกแตกเท่ากับเปิดช่องให้สิ่งที่ไม่ควรเข้ามาสู่บ้านได้ ส่วนฮวงจุ้ยระบุว่ากระจกแตกสะท้อนพลังงานคนในบ้านแบบ “หัก” ทำให้สุขภาพและสัมพันธภาพพังตามไป ทิ้งทันทีและห่อด้วยผ้าหนาก่อนทิ้งเพื่อความปลอดภัย (ลัทธิ: ทั้งคู่)
7. กระจกหันหน้าเข้าเตียงนอน กระจกบานใหญ่ในห้องนอนที่หันหน้าเข้าเตียงโดยตรง แม้จะไม่แตก แต่ถือเป็นของอัปมงคลในเชิงตำแหน่งตามฮวงจุ้ย เพราะกระจกจะ “ดูด” พลังงานของผู้ที่นอนและสะท้อนกลับในลักษณะรบกวน ทำให้นอนไม่หลับฝันร้ายและสุขภาพทรุด วิธีแก้คือย้ายตำแหน่งหรือใช้ผ้าคลุมทับในเวลานอน (ลัทธิ: ฮวงจุ้ย)
8. โมบายกระจกห้อยในบ้าน โมบายที่มีกระจกหรือแผ่นโลหะสะท้อนแสงแขวนในบ้านเป็นของตกแต่งที่ต้องระมัดระวัง ความเชื่อไทยเตือนว่าของที่แขวนสะท้อนแสงภายในบ้านจะดึง “สายตาของสิ่งที่มองไม่เห็น” เข้ามาติดตามคนในบ้าน ถ้าชอบดีไซน์โมบายจริง ๆ ควรเลือกแบบที่ทำจากไม้หรือเซรามิกแทนกระจก (ลัทธิ: ไทยโบราณ)
หมวดที่ 3 ต้นไม้ต้องห้าม (4 อย่าง)
ต้นไม้ในบ้านเป็นของส่งเสริมพลังดีเมื่อเลือกถูก แต่เป็นของอัปมงคลทันทีเมื่อเลือกผิดชนิดหรือปล่อยให้เสื่อมสภาพ
9. ต้นไม้มีหนาม ต้นกระบองเพชร ต้นเข็ม ต้นหนามแดง และต้นไม้มีหนามแหลมทุกชนิดจัดเป็นของต้องห้ามตามฮวงจุ้ย เพราะปลายหนามแหลมสร้างพลังงาน “กระเซ็น” (Sha Chi) ที่พุ่งออกทุกทิศทาง รบกวนความสัมพันธ์ในบ้านและดึงความเครียดเข้าสู่ผู้อยู่อาศัย ยกเว้นกุหลาบซึ่งฮวงจุ้ยถือเป็นข้อยกเว้นเพราะมีพลังความรักสมดุลพลังหนาม (ลัทธิ: ฮวงจุ้ย)
10. ต้นไม้แห้งหรือตาย ไม้ประดับที่แห้งเหี่ยว ใบเหลืองหล่นหมด หรือตายแล้ว คือสัญลักษณ์ที่ชัดที่สุดของพลังงานหยุดนิ่ง ความเชื่อไทยและฮวงจุ้ยเห็นพ้องว่าต้นไม้ตายในบ้านดึงดูดความเหี่ยวเฉาเข้าสู่เจ้าของ โดยเฉพาะด้านสุขภาพและการเงิน ถ้ารดน้ำแล้วไม่ฟื้นให้เปลี่ยนต้นใหม่ทันที อย่าเสียดาย (ลัทธิ: ทั้งคู่)
11. ต้นมะขามและต้นลั่นทม (ลีลาวดี) คนไทยโบราณเชื่อว่าต้นมะขามเป็นที่สิงสถิตของภูติผีวิญญาณ การปลูกในบริเวณบ้านจะดึงสิ่งที่ไม่ควรมา ส่วน ต้นลั่นทม เดิมชื่อเสียงเชิงลบเพราะชื่อพ้องกับคำว่า “ระทม” จึงไม่นิยมปลูกใกล้บ้าน แม้ในภายหลังคนเรียกใหม่ว่า “ลีลาวดี” ให้ความหมายไพเราะขึ้น แต่ความเชื่อดั้งเดิมยังคงเตือนให้ระวัง หากต้องการปลูกควรปลูกห่างจากตัวบ้านและห้ามปลูกตรงประตูหลัก (ลัทธิ: ไทยโบราณ)
12. ต้นไม้ที่ขุดจากวัด ต้นไม้ที่นำมาจากบริเวณวัดถือเป็น “ของสูง” ตามความเชื่อไทย การนำมาปลูกที่บ้านโดยไม่ได้ขออนุญาตอย่างเป็นพิธีจะทำให้บ้านตกอับ เจ้าของไม่มีความเจริญก้าวหน้า หากได้รับต้นไม้จากวัดมาให้ปลูกในกระถางและตั้งไว้ที่หิ้งพระแทน หรือถวายคืนวัดอื่น (ลัทธิ: ไทยโบราณ)
หมวดที่ 4 ของตกแต่งและภาพ (4 อย่าง)
ของตกแต่งบ้านที่เลือกผิดจากของเสริมบรรยากาศกลายเป็นของดึงพลังงานลบได้ โดยเฉพาะของที่มีสัญลักษณ์ “การตาย” หรือ “การหยุดนิ่ง”
13. ดอกไม้ปลอมและดอกไม้แห้ง ฮวงจุ้ยถือว่าดอกไม้ปลอมเป็น “ภาพลวงของชีวิต” คือของที่ดูเหมือนมีชีวิตแต่จริง ๆ แล้วไม่มีพลังธรรมชาติเลย การวางในบ้านจะดึงพลังงาน “ความไม่จริงใจ” และความสัมพันธ์ผิวเผินมาสู่ผู้อยู่อาศัย ส่วนดอกไม้แห้งที่เคยสดแล้วแห้งไปจัดเป็น “พลังงานตาย” อันชัดเจน ถ้าชอบดอกไม้แนะนำใช้ดอกไม้สดเปลี่ยนบ่อย ๆ หรือเซรามิกปั้นรูปดอกไม้แทน (ลัทธิ: ฮวงจุ้ย)
14. รูปปั้นยักษ์ หน้ากากผี และภาพเหตุการณ์ร้าย ของตกแต่งที่เป็นรูปยักษ์ ปีศาจ หน้ากากผี หน้ากากโขนที่มีสีหน้าดุดัน รวมถึง ภาพเรือล่ม ภาพม้าล้ม ภาพสงคราม หรือภาพอุบัติเหตุ ความเชื่อไทยและฮวงจุ้ยเห็นพ้องว่าของเหล่านี้ไม่ควรนำมาประดับในพื้นที่อยู่อาศัย เพราะสัญลักษณ์ของ “ความล้มเหลว” และ “การพ่ายแพ้” จะถูกดูดซับเข้าสู่ดวงคนในบ้านทุกวันที่มอง การแขวนภาพเรือล่มหรือม้าล้มเหนือโต๊ะทำงานถือเป็นหนึ่งในข้อห้ามทางฮวงจุ้ยที่รุนแรงที่สุด หากชอบงานศิลป์แนวดังกล่าวจริง ๆ ควรแยกเก็บในตู้ปิดและไม่วางระดับสายตา (ลัทธิ: ทั้งคู่)
15. ตุ๊กตาเก่า ตุ๊กตาที่ไม่ทราบที่มา ตุ๊กตาเก่าที่รับต่อมาจากคนอื่นหรือซื้อจากตลาดมือสองโดยไม่รู้ประวัติ ถือเป็นของเสี่ยงในความเชื่อไทย เพราะตุ๊กตาเป็นของที่อาจมีพลังงานเจ้าของเดิมติดมา ยิ่งเป็นตุ๊กตาที่เจ้าของเดิมผูกพันมากยิ่งพกพลังงานแรง ถ้าจะนำมาใช้ควรล้างน้ำมนต์และสวดบทพุทธคุณก่อนเก็บในบ้าน ส่วนตุ๊กตาผ้าของเด็กที่ตัวเองซื้อใหม่ไม่เป็นไร (ลัทธิ: ไทยโบราณ)
16. ปฏิทินเก่าและปฏิทินปีที่ผ่านไปแล้ว ปฏิทินเป็นสัญลักษณ์ของเวลาที่ “ผ่านไปแล้ว” การเก็บปฏิทินปีเก่าไว้ในบ้านหลังจบปี ถือเป็นของอัปมงคลตามฮวงจุ้ย เพราะพลังงานของปฏิทินจะดึงเจ้าของให้ “ติดอยู่กับอดีต” ไม่ก้าวไปข้างหน้า ควรปลดปฏิทินปีเก่าลงทันทีเมื่อขึ้นปีใหม่ และหากมีรูปถ่ายหรือข้อความจำเป็นให้ฉีกเฉพาะหน้านั้นเก็บไว้แทน (ลัทธิ: ฮวงจุ้ย)
หมวดที่ 5 ของคนตายและของขลังเสื่อม (4 อย่าง)
หมวดนี้เป็นหมวดที่ต้องระมัดระวังที่สุดตามความเชื่อไทย เพราะเกี่ยวกับพลังงานของบุคคลที่ล่วงลับไปแล้วโดยตรง
17. เสื้อผ้าของคนตาย (ที่ไม่ใช่ของใกล้ชิด) เสื้อผ้าเก่าของคนตายที่เราไม่รู้จักหรือไม่ใช่ญาติใกล้ชิด ห้ามนำมาใส่หรือเก็บในตู้เด็ดขาด ความเชื่อไทยเตือนว่าเสื้อผ้ามีพลังงานของเจ้าของติดอยู่ การสวมใส่เสมือนเชิญเจ้าของเดิมให้มาตาม กรณีที่เป็นเสื้อผ้าของบรรพบุรุษใกล้ชิด ถ้าอยากเก็บเป็นที่ระลึกให้ซักและแดดจัด ๆ สวดบทกรวดน้ำก่อนเก็บ (ลัทธิ: ไทยโบราณ)
18. ของใช้ส่วนตัวของคนตาย เช่น แว่นตา แหวน พระห้อยคอ ของส่วนตัวที่คนตายใช้ประจำตัวจนใกล้ชิดกับร่างกาย เชื่อกันว่าเก็บสะสมวิญญาณและพลังงานของเจ้าของไว้มากที่สุด การเก็บในบ้านโดยไม่ได้ทำพิธีสะเดาะให้ถูกต้องอาจนำมาซึ่งฝันร้ายและความวุ่นวายในครอบครัว หากต้องการเก็บเป็นอนุสรณ์ให้นำไปทำบุญอุทิศและใช้ผ้าขาวห่อเก็บในกล่องปิด (ลัทธิ: ไทยโบราณ)
19. รูปถ่ายคนที่เสียชีวิตแล้วแขวนในห้องนอน การแขวนรูปบรรพบุรุษหรือคนที่ล่วงลับในห้องนอนถือว่าผิดทั้งหลักไทยและฮวงจุ้ย เพราะห้องนอนเป็นพื้นที่พลังงานส่วนตัวของผู้ที่มีชีวิตอยู่ การมีรูปผู้ล่วงลับดึงพลังงานแบบ “ย้อนอดีต” ที่รบกวนการนอนและสุขภาพ รูปบรรพบุรุษควรแขวนในห้องที่เป็นพื้นที่ส่วนกลาง เช่น ห้องพระ หรือที่หิ้งบูชาเท่านั้น (ลัทธิ: ทั้งคู่)
20. พระเครื่องเสื่อมหรือของขลังเสีย พระเครื่องที่หัก แตก สึกจนเห็นเนื้อใน หรือของขลังเก่าที่ไม่ทราบที่มา ห้ามทิ้งลงถังขยะแบบของทั่วไปเด็ดขาด ความเชื่อไทยเตือนว่าพระเครื่องและของขลังมีพลังเฉพาะตัว การทิ้งไม่ถูกวิธีจะเป็นการลบหลู่และเรียกเคราะห์กรรม วิธีจัดการที่ถูกต้องคือนำไปคืนวัด ทิ้งในแม่น้ำธรรมชาติ หรือฝังใต้ต้นไม้ใหญ่พร้อมสวดอุทิศ (ลัทธิ: ไทยโบราณ)
การทิ้งของอัปมงคลต้องทำด้วยความเคารพ ห้ามโยนรวมกับขยะในครัว
วิธีทิ้งของอัปมงคลออกจากบ้านอย่างถูกวิธี
การทิ้งของอัปมงคลไม่ใช่แค่โยนลงถังขยะทั่วไป เพราะของบางชิ้นยังมีพลังงานตกค้างที่อาจ “ตามกลับ” เข้าบ้านได้หากไม่ตัดพลังให้เรียบร้อย ขั้นตอนมาตรฐานที่ใช้ได้กับของอัปมงคลทุกประเภทมี 4 ขั้นตอน
ขั้นตอนที่ 1 คัดแยก สำรวจบ้านทีละห้อง ตั้งแต่ห้องนอน ห้องครัว ห้องน้ำ ห้องรับแขก จนถึงจุดเก็บของและระเบียง แยกของอัปมงคลออกจากของใช้ปกติ ห้ามนำมาปนรวมกับขยะในครัวทันทีเพราะของอัปมงคลต้องการการจัดการพิเศษ วิธีที่ง่ายคือเตรียมถุงดำหรือลังกระดาษไว้เฉพาะสำหรับของกลุ่มนี้
ขั้นตอนที่ 2 ทำความสะอาดและห่อ เช็ดฝุ่นและสิ่งสกปรกออกจากของทุกชิ้นก่อน แล้วห่อด้วยผ้าขาวหรือแดงสะอาดเพื่อเป็นการแสดงความเคารพและตัดพลังงานค้าง ของที่มีคมเช่นมีดหรือกระจกแตกให้ห่อด้วยกระดาษหนาหลายชั้นก่อนห่อผ้าอีกทีเพื่อความปลอดภัยของคนเก็บขยะ ของขลัง พระเครื่อง และของคนตายควรห่อแยกไม่ปนกับของทั่วไป
ขั้นตอนที่ 3 ทิ้งในวันที่เหมาะ คนไทยโบราณถือว่า วันอังคาร และ วันเสาร์ เป็นวันที่พลังปัดเป่าสิ่งไม่ดีแรงที่สุดของสัปดาห์ ควรทิ้งในช่วงเช้าก่อน 10 โมง ทิ้งในถังขยะนอกบ้านหรือจุดรวบรวมของเทศบาล ห้ามทิ้งซ้ำในจุดที่เคยเก็บของไว้เดิมเพราะเชื่อว่าพลังงานจะกลับ ส่วนของขลังให้นำไปคืนวัดหรือฝังในธรรมชาติ
ขั้นตอนที่ 4 พรมน้ำมนต์และสวดปิดท้าย หลังทิ้งแล้วสวดบทอิติปิโส 3 จบ และพรมน้ำมนต์หรือน้ำเปล่าที่เสกด้วยบทพุทธคุณทั่วทั้งบ้าน โดยเฉพาะจุดที่เคยเก็บของอัปมงคลไว้ เพื่อเรียกพลังบวกกลับเข้ามาแทนที่พื้นที่ว่าง หากไม่สะดวกทำน้ำมนต์เอง ใช้น้ำที่พระพรมในงานบุญแทนก็ได้
สะเดาะเคราะห์หลังทิ้งของอัปมงคล เรียกพลังบวกคืน
การทิ้งของอัปมงคลเป็นการ “เปิดช่องว่าง” ให้บ้าน หากปล่อยช่องว่างนั้นไว้เฉย ๆ พลังงานใหม่อาจไม่เข้ามาแทนที่ทันที จึงควรทำพิธี สะเดาะเคราะห์ ต่อภายใน 7 วันหลังทิ้งของเพื่อดึงพลังบวกเข้ามาเติมให้เต็ม
วิธีที่ทำได้ง่ายที่บ้านมีหลายทางเลือก เช่น การรักษาศีล 5 การทำบุญบริจาค การปล่อยปลาปล่อยนก การอาบน้ำมนต์ด้วยตัวเอง การสวดมนต์กรวดน้ำ และการทำสมาธิแผ่เมตตา อ่านรายละเอียดครบถ้วนและเลือกวิธีที่เหมาะกับตัวเองได้ที่ วิธีสะเดาะเคราะห์ด้วยตัวเอง 10 วิธีทำที่บ้าน
สำหรับผู้ที่กำลังอยู่ในช่วง ปีชงและต้องการวิธีแก้ชง การคัดแยกของอัปมงคลออกจากบ้านถือเป็นขั้นตอนแรกที่ควรทำก่อนพิธีสะเดาะเคราะห์อื่น ๆ เพราะจะช่วยเคลียร์พื้นที่ให้พลังบวกจากพิธีใหม่ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ
นอกจากการสะเดาะเคราะห์แล้วยังมีวิธีเสริมพลังบวกง่าย ๆ ที่ทำควบคู่ได้ทุกวัน เช่น การเลือกใส่ สีเสื้อมงคลประจำวัน ให้ตรงกับดาวประจำวันเกิด การสวด บทสวดก่อนนอน เพื่อปกป้องบ้านยามค่ำคืน และการสวด คาถาเรียกเงินเรียกโชค เพื่อดึงดวงการเงินกลับมาหลังคลีนพลังลบออกจากบ้านแล้ว
คำถามที่พบบ่อย
ถาม: ของพังที่ยังซ่อมได้ ต้องทิ้งเลยไหม? ตอบ: ไม่จำเป็นต้องทิ้งทันที ของที่ยังซ่อมได้ให้ตั้งเส้นเวลาชัดเจน เช่น ภายใน 30 วันต้องซ่อมเสร็จ หากครบกำหนดแล้วยังไม่ได้ซ่อมให้ถือว่า “ตัดสินใจไม่ซ่อม” และเข้าข่ายของอัปมงคลต้องทิ้งทันที หลักง่าย ๆ คืออย่าปล่อยให้กองของพังสะสมเกินหนึ่งเดือน เพราะพลังงานนิ่งเริ่มสะสมได้ในระยะเวลานี้
ถาม: กระบองเพชรที่ปลูกไว้บนโต๊ะทำงานก็อัปมงคลจริงหรือ? ตอบ: ตามหลักฮวงจุ้ยคือจริง กระบองเพชรบนโต๊ะทำงานสร้างพลังหนามแหลมที่รบกวนสมาธิและสัมพันธภาพกับเพื่อนร่วมงาน หากชอบต้นกระบองเพชรแนะนำให้ย้ายไปไว้มุมห้อง ไม่วางตรงที่ทำงานหรือที่นอน ส่วนพื้นที่ทำงานควรใช้ต้นไม้ใบกลมเช่นต้นเงินต้นทองหรือต้นกวักมรกตแทน
ถาม: เก็บเสื้อผ้าของปู่ย่าที่เสียไปแล้วเป็นที่ระลึกได้ไหม? ตอบ: ได้ แต่ต้องผ่านการจัดการที่ถูกต้อง ซักให้สะอาดและตากแดดจัด ๆ 2-3 วัน พร้อมสวดบทกรวดน้ำและทำบุญอุทิศให้ก่อนเก็บ ห้ามเก็บในตู้เดียวกับเสื้อผ้าที่ใช้จริงของคนในบ้าน แนะนำเก็บแยกในกล่องผ้าขาวปิดแน่นและวางในที่ที่ไม่ใช่ห้องนอน หากไม่ใช่ญาติใกล้ชิดจริง ๆ ไม่ควรเก็บไว้
ถาม: ของในบ้านที่ยังใช้ได้แต่ไม่ชอบ ถือเป็นของอัปมงคลไหม? ตอบ: ไม่ถือเป็นของอัปมงคลในเชิงความเชื่อ แต่ฮวงจุ้ยแนะนำว่าของที่ไม่ชอบหรือไม่มีความสุขเมื่อมองจะสะสม “พลังงานเฉยชา” ที่ไม่ช่วยหนุนดวง หากพิจารณาแล้วว่าไม่ใช้จริงให้บริจาคต่อให้ผู้อื่นที่ใช้ได้ซึ่งจะกลายเป็นบุญทานและเคลียร์พื้นที่บ้านไปพร้อมกัน
ถาม: ตรุษจีนหรือวันปีใหม่ทำความสะอาดบ้านคือพิธีทิ้งของอัปมงคลใช่หรือไม่? ตอบ: ใช่โดยตรง ประเพณีไทย-จีนให้ความสำคัญกับการทำความสะอาดและทิ้งของเก่าในช่วงสิ้นปีเพราะเชื่อว่าเป็นการ “ส่งของเก่า ต้อนรับของใหม่” ให้ปีใหม่มาพร้อมพลังใหม่ การทำความสะอาดบ้านช่วงนี้จึงเป็นจังหวะที่ดีในการกวาดของอัปมงคลทั้งหมดออกไปในคราวเดียว พร้อมกับประดับของมงคลใหม่เข้ามาแทน
ถาม: ทิ้งของอัปมงคลแล้ว บ้านจะโชคดีทันทีไหม? ตอบ: การทิ้งของอัปมงคลเป็นเพียงขั้นตอนแรกของการจัดการพลังงานบ้าน ไม่ใช่เวทมนตร์ที่ให้ผลทันที สิ่งสำคัญคือการรักษาบ้านให้สะอาด โปร่ง และทำพิธีสะเดาะเคราะห์หรือสร้างบุญใหม่ต่อเนื่องเพื่อเติมพลังบวกเข้ามาแทนที่ สังเกตการเปลี่ยนแปลงในช่วง 3-4 สัปดาห์แรกว่าบรรยากาศบ้านดีขึ้น นอนหลับลึกขึ้น ครอบครัวทะเลาะน้อยลงหรือไม่
ถาม: พระเครื่องหักหรือสึกต้องทำอย่างไรกับมันกันแน่? ตอบ: ห้ามทิ้งลงถังขยะหรือท่อระบายน้ำเด็ดขาด ทางเลือกที่ถูกต้องมี 3 ทาง คือ (1) นำไปคืนวัดเดิมหรือวัดใกล้บ้านและขอให้พระช่วยจัดการ (2) ฝังใต้ต้นไม้ใหญ่บริเวณวัดพร้อมสวดบทอุทิศ (3) ลอยในแม่น้ำธรรมชาติที่น้ำไหล ไม่ควรทำที่แม่น้ำนิ่งหรือบ่อน้ำในบ้าน ก่อนจัดการทุกทางให้สวดพุทธคุณ 9 จบและขอขมาเพื่อความเหมาะสม
ถาม: ประตูสีดำ ประตู 3 บานเรียงตรง และผนังสีเขียว ถือเป็นของต้องห้ามในบ้านหรือไม่? ตอบ: ถือเป็นข้อห้ามเชิงสถาปัตยกรรมตามฮวงจุ้ยโดยตรง ประตูสีดำ (ยกเว้นประตูหันทิศเหนือ) เชื่อว่าเปิดรับพลังงานลบและดึงความโชคร้ายเข้าบ้าน ควรทาสีทับด้วยสีไม้ธรรมชาติหรือสีขาวครีม ประตู 3 บานเรียงตรงกัน หรือที่เรียกว่า “ประตูทะลุ” ทำให้พลังโชคลาภไหลผ่านบ้านโดยไม่หยุด แก้ด้วยการแขวนม่านลูกปัดหรือฉากกั้นแบ่งระยะ ส่วน ผนังสีเขียวเข้ม ในห้องนอนหรือห้องทำงานสะสมพลังงาน “หยุดนิ่ง” ตามฮวงจุ้ย ควรทาทับด้วยสีโทนอ่อนเช่นครีม ขาว หรือฟ้าอ่อนแทน หากไม่สะดวกทาผนังใหม่ให้แขวนภาพพระอาทิตย์หรือดอกไม้บานสีเหลืองเพื่อดึงพลังไฟมาสมดุล
บทสรุป
บ้านที่สะอาดและปลอดของอัปมงคลคือรากฐานของชีวิตที่มั่นคงและดวงชะตาที่เปิดรับสิ่งดี ทั้งความเชื่อไทยโบราณและหลักฮวงจุ้ยเห็นพ้องกันว่าพลังงานของสิ่งของรอบตัวส่งผลต่อคนในบ้านทุกวัน การคัดแยกของต้องห้ามทั้ง 20 อย่างออกไปเป็นการลงทุนในตัวเองและครอบครัวที่ไม่ต้องใช้เงินมากแต่เห็นผลในเชิงบรรยากาศและสุขภาพใจทันที
เริ่มต้นจากห้องเดียวก่อนก็ได้ เดินสำรวจช้า ๆ มองแต่ละชิ้นด้วยสายตาใหม่ ถามตัวเองว่า “ของชิ้นนี้ยังมีชีวิต ยังใช้จริง และมีประโยชน์กับชีวิตวันนี้หรือไม่” ถ้าคำตอบคือไม่ ให้ตัดสินใจส่งต่อหรือทิ้งตามวิธีที่ถูกต้อง แล้วเติมพื้นที่ว่างด้วยพลังบวกใหม่จากการสะเดาะเคราะห์ด้วยตัวเอง บ้านที่โปร่งเบาจะดึงดวงที่เบิกบานเข้ามาหาเสมอ
สำหรับผู้สนใจเสริมดวงต่อยอดสามารถอ่านราศีคู่กัน 12 ราศี ดวงสมพงศ์เนื้อคู่ เพื่อดูภาพรวมความเข้ากันในครอบครัว ไพ่ยิปซี 78 ใบ ความหมายครบทุกใบ เพื่อขอคำแนะนำจากไพ่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน หรือดูลายมือสำรวจเส้นวาสนา เพื่อเข้าใจแนวโน้มชีวิตในภาพรวม
เดอะเดลี่มู