ปล่อยปลาผิดวิธี ได้บาปแทนบุญ! ระวัง 7 ข้อผิดพลาดที่สายมูมักมองข้าม
การทำบุญด้วยการ “ปล่อยนกปล่อยปลา” เป็นวิถีปฏิบัติที่อยู่คู่กับสังคมไทยมาช้านาน หลายคนเชื่อว่าการให้ชีวิตเป็นทานคือหนึ่งในวิธีสะเดาะเคราะห์ ต่อดวงชะตา และสร้างกุศลที่ทรงพลังที่สุด แต่คุณรู้หรือไม่ว่า… หากเรา ปล่อยปลาผิดวิธี จากที่หวังได้บุญ อาจกลายเป็น “ได้บาปแทนบุญ” โดยไม่รู้ตัว!
ปัจจุบันมีข่าวปัญหา ปล่อยปลาแล้วปลาตาย การปล่อยปลาเอเลี่ยนสปีชีส์ทำลายระบบนิเวศ หรือนำสัตว์น้ำไปปล่อยในแหล่งน้ำที่ไม่เหมาะสมอยู่บ่อยครั้ง จนกรมประมงต้องออกแนวทางปฏิบัติอย่างชัดเจน วันนี้ The Daily Mu จึงรวบรวม ข้อควรระวังในการปล่อยปลา พร้อม วิธีปล่อยปลาที่ถูกต้อง ให้คุณได้ ทำบุญปล่อยปลา อย่างสบายใจ ได้กุศลเต็มเม็ดเต็มหน่วย และไม่เป็นการทำร้ายสรรพสัตว์
(หากต้องการศึกษาภาพรวมเรื่องอานิสงส์และความหมายของการปล่อยปลาแต่ละชนิด อ่านได้ที่: อานิสงส์ปล่อยปลา แก้กรรม ได้บุญอะไรบ้าง)
7 ข้อผิดพลาด “ปล่อยปลาผิดวิธี” ที่ทำให้ได้บาปไม่รู้ตัว
เจตนาที่ดีอย่างเดียวอาจไม่พอ หากขาดความรู้ที่ถูกต้อง นี่คือ 7 ข้อผิดพลาดหลักที่สายบุญมักทำพลาดโดยไม่รู้ตัว:
1. ปล่อยปลาน้ำร้อน — อุณหภูมิน้ำต่างกันเกินไป
หลายคนซื้อปลาจากตลาดสดที่ใส่ถุงพลาสติกเติมน้ำแข็ง เมื่อนำไปถึงท่าน้ำช่วงบ่ายแดดจัด น้ำในแม่น้ำมีอุณหภูมิสูงกว่ามาก การเทปลาลงไปทันทีทำให้เกิด “อาการช็อกอุณหภูมิ” (Temperature Shock) ปลาจะหายใจพะงาบๆ ปรับตัวไม่ทัน และอาจตายภายในไม่กี่นาที
สิ่งที่ควรทำแทน: นำถุงปลาลงลอยในแหล่งน้ำประมาณ 15-20 นาที เพื่อให้อุณหภูมิค่อยๆ ปรับสมดุลกัน (อุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับปลาน้ำจืดส่วนใหญ่คือ 25-30°C)
2. ปล่อยปลาผิดแหล่งน้ำ ผิดระบบนิเวศ
ปลาแต่ละชนิดมีธรรมชาติและแหล่งที่อยู่อาศัยที่ต่างกัน การนำไปปล่อยผิดที่เปรียบเสมือนส่งพวกเขาไปตาย:
- ปลาไหล ปลาช่อน: ชอบมุดดินโคลน น้ำตื้น มีกอหญ้า — ห้ามปล่อยในแม่น้ำสายใหญ่ที่น้ำเชี่ยวและลึก
- ปลาดุก: ทนทานแต่เป็นนักล่า — การปล่อยจำนวนมาก (โดยเฉพาะสายพันธุ์ผสมหรือบิ๊กอุย) ทำลายลูกปลาเล็กและพืชน้ำ
- เต่า: ต้องการตลิ่งหรือขอนไม้เพื่อขึ้นมาพักและตากแดด — ปล่อยริมตลิ่งคอนกรีตสูงชัน เต่าจมน้ำตายเพราะไม่มีที่ปีนขึ้น
- กบ: เป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำที่อาศัยในท้องนาหรือลำธาร — ห้ามปล่อยลงแม่น้ำลึก ควรปล่อยบริเวณดินเลนฉ่ำน้ำมีหญ้ารก
3. ปล่อยปลาเอเลี่ยนสปีชีส์ (สัตว์น้ำต่างถิ่น)
นี่คือข้อผิดพลาดที่ส่งผลกระทบระดับชาติ สัตว์น้ำต่างถิ่นที่ห้ามปล่อย ลงแหล่งน้ำธรรมชาติ ได้แก่:
- ปลาหมอคางดำ (กำลังระบาดหนักในหลายจังหวัด)
- ปลาซัคเกอร์ (ปลากดเกราะ)
- ปลาดุกบิ๊กอุย (สายพันธุ์ผสม)
- ปลาหางนกยูง
- กุ้งเครย์ฟิช
- ตะพาบไต้หวัน
- เต่าแก้มแดง (Red-eared Slider)
สัตว์เหล่านี้ขยายพันธุ์เร็ว กินจุ ทำให้ปลาพื้นเมืองของไทยสูญพันธุ์ ไม่เพียงสร้างบาปจากการทำลายชีวิตสัตว์พื้นถิ่นจำนวนมหาศาล แต่ยังทำร้ายชาวบ้านที่พึ่งพาระบบนิเวศในการทำมาหากินอีกด้วย
4. ซื้อปลาจากแหล่งที่ “เพาะมาเพื่อรอให้ปล่อย”
นี่คือ วงจรธุรกิจบุญ ที่แฝงด้วยความโหดร้าย ร้านค้าหน้าวัดหลายแห่งเพาะปลาใส่ถุงเล็กๆ แคบๆ อากาศน้อย รอให้คน “ใจบุญ” มาซื้อ บางแห่งถึงขั้นจับปลาที่เพิ่งปล่อยไปกลับมาขายใหม่วนเวียนอยู่เช่นนี้ทุกวัน ความทุกข์ทรมานของปลาในถุงแคบๆ ถือเป็นการเบียดเบียนชีวิตที่ชัดเจน เป็นการสนับสนุนให้เกิดการพรากอิสรภาพสัตว์ตั้งแต่ต้นทาง
5. ปล่อยในเขตอภัยทานที่แออัดเกินไป
เขตอภัยทานหน้าวัดเป็นสถานที่ยอดนิยม แต่หากมีคนมาปล่อยปลาจำนวนมากทุกวัน ปริมาณปลาจะหนาแน่นเกินไป แย่งอากาศ แย่งอาหาร น้ำเน่าเสียจากเศษอาหารปลาสะสม ค่าออกซิเจนในน้ำลดลง ปลาเครียดและตายเป็นจำนวนมาก การนำปลาไปปล่อยเพิ่มในจุดที่แออัด จึงเป็นการซ้ำเติมคุณภาพชีวิตของสัตว์น้ำแทนที่จะช่วยเหลือ
6. ปล่อยปลาป่วย ปลาบาดเจ็บ หรือปลาใกล้ตาย
หลายคนเห็นปลาอ่อนแรงในตลาดแล้วสงสาร รีบซื้อมาปล่อย แต่ปลาที่มีแผล มีจุดขาวตามตัว (โรคจุดขาว) เกล็ดพอง หรือหายใจถี่ผิดปกติ อาจเป็นพาหะนำโรคไปแพร่ในแหล่งน้ำธรรมชาติ ทำให้ปลาพื้นถิ่นที่แข็งแรงล้มป่วยตามไปด้วย กรมประมงเน้นย้ำว่าควรปล่อยเฉพาะ ปลาที่แข็งแรงสมบูรณ์ เท่านั้น
7. ไม่ตรวจสอบคุณภาพน้ำก่อนปล่อย
แหล่งน้ำไม่ได้เหมาะกับการปล่อยปลาเสมอไป หากน้ำมีสีดำคล้ำ สีเขียวจัด (สาหร่ายบลูม) มีกลิ่นเหม็น หรือเป็นน้ำนิ่งไม่ไหลเวียน แสดงว่ามีออกซิเจนละลายน้ำต่ำ ปลาที่ปล่อยลงไปจะขาดอากาศหายใจและตายอย่างทรมาน ควรเลือกแหล่งน้ำที่ใสสะอาด มีกระแสน้ำไหล และมีพืชน้ำธรรมชาติ

ทำไมถึงบอกว่า “ได้บาปแทนบุญ”? — หลักธรรมที่หลายคนมองข้าม
ในทางพระพุทธศาสนา การทำบุญจะสมบูรณ์ต้องประกอบด้วย “เจตนาที่บริสุทธิ์” และ “ปัญญา” หากการกระทำของเราแม้มีเจตนาดี แต่กลับเบียดเบียนชีวิตหรือทำให้สัตว์ต้องตายเร็วขึ้น ย่อมเกิดเป็น “อกุศลวิบาก” ขึ้นได้
แต่ในขณะเดียวกัน ไม่ควรกลัวจนไม่กล้าทำบุญ เพราะ หัวใจสำคัญอยู่ที่เจตนา — คนที่ตั้งใจปล่อยปลาด้วยความเมตตาแท้จริง แม้จะพลาดพลั้งบ้างก็ยังมีกุศลจิตเป็นฐาน สิ่งสำคัญคือเมื่อรู้แล้วก็ปรับปรุงให้ถูกต้อง เพราะ “การให้ชีวิตเป็นทานด้วยปัญญา” หมายถึงการให้สัตว์รอดพ้นความตายและดำรงชีวิตอยู่ต่อไปอย่างมีความสุข — นี่คือ อภัยทาน อันเป็นมหากุศลสูงสุดประเภทหนึ่งตามหลักพุทธศาสนา
(ศึกษาหลักอภัยทานเชิงลึก: อานิสงส์ปล่อยสัตว์ อภัยทาน: แก่นแท้แห่งบุญที่ชาวพุทธต้องรู้)
สิ่งที่กฎหมายกำหนด: ปล่อยสัตว์น้ำต่างถิ่น มีโทษอะไรบ้าง
นอกจากเรื่องบุญ-บาปแล้ว การปล่อยสัตว์น้ำบางชนิดยัง มีความผิดตามกฎหมาย อีกด้วย:
- พ.ร.บ.ประมง พ.ศ. 2558 มาตรา 65 — ห้ามมิให้ผู้ใดปล่อยสัตว์น้ำที่ไม่มีในแหล่งน้ำนั้นตามธรรมชาติ เว้นแต่ได้รับอนุญาต
- มาตรา 144 — ผู้ฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
กรณีตัวอย่างที่เป็นข่าว เช่น การระบาดของ ปลาหมอคางดำ ในจังหวัดภาคกลางและภาคใต้ ซึ่งทำลายระบบนิเวศและส่งผลกระทบต่อชาวประมงพื้นบ้านอย่างรุนแรง รวมถึง ปลาซัคเกอร์ ที่พบระบาดในแม่น้ำสายหลักหลายแห่ง จนกรมประมงต้องประกาศให้เป็นสัตว์น้ำห้ามนำเข้าและห้ามปล่อย
หากไม่แน่ใจว่าปลาที่จะปล่อยเป็นสายพันธุ์พื้นเมืองหรือไม่ สามารถสอบถามข้อมูลได้ที่ กรมประมง สายด่วน 1170
วิธีปล่อยปลาที่ถูกต้อง ได้บุญแรง อานิสงส์สูง
เพื่อให้การ ทำบุญปล่อยปลา ของคุณเกิดผลดีอย่างแท้จริง ทั้งต่อตัวคุณเองและสรรพสัตว์ ขอแนะนำ วิธีปล่อยปลาที่ถูกต้อง ตามแนวทางกรมประมง ผสมผสานกับหลักปฏิบัติทางความเชื่อ ดังนี้:
1. เลือกซื้อปลา “หน้าเขียง” จากตลาดสด
การไถ่ชีวิตสัตว์ที่กำลังจะถูกฆ่าเป็นอาหาร ถือเป็นการให้ชีวิตเป็นทานที่ตรงจุดที่สุด ควรเลือกปลาที่ยังแข็งแรง ว่ายน้ำปกติ ไม่มีบาดแผลหรือจุดด่างตามตัว หลีกเลี่ยงการซื้อจากร้านหน้าวัดที่เพาะมาเพื่อปล่อยโดยเฉพาะ
เคล็ดลับจากกรมประมง: หากต้องการทำบุญปล่อยปลาในเชิงอนุรักษ์ กรมประมงเปิดให้ประชาชนรับลูกปลาพันธุ์พื้นเมือง (ปลาวัยอ่อน) ไปปล่อยในแหล่งน้ำสาธารณะ ซึ่งช่วยเพิ่มจำนวนสัตว์น้ำในธรรมชาติได้อย่างยั่งยืน
2. ตรวจสอบแหล่งน้ำก่อนปล่อย
ก่อนปล่อย ให้สังเกตสภาพน้ำ:
- น้ำใส มีสีธรรมชาติ (ไม่ดำ ไม่เขียวจัด) = ออกซิเจนเพียงพอ
- น้ำไหลเวียน ไม่ใช่น้ำนิ่งขัง = สภาพแวดล้อมดี
- มีพืชน้ำ ตลิ่งดิน หรือกอหญ้า = มีที่ซ่อนตัวให้ปลา
- ไม่มีกลิ่นเหม็นผิดปกติ = ไม่มีมลพิษ
3. ปรับอุณหภูมิน้ำก่อนปล่อย
นำถุงปลาลอยในแหล่งน้ำ 15-20 นาที ให้อุณหภูมิค่อยๆ ปรับสมดุล จากนั้นค่อยเปิดปากถุงให้ปลาว่ายออกไปเอง ไม่ควรเทลงไปทันที
4. เลือกแหล่งน้ำให้ตรงกับสายพันธุ์
| สัตว์น้ำ | แหล่งน้ำที่เหมาะสม |
|---|---|
| ปลาสวาย ปลาตะเพียน | แม่น้ำ คลองใหญ่ที่น้ำไหลเวียนดี |
| ปลาไหล ปลาช่อน ปลาหมอ | ลำคลอง หนองน้ำ ที่มีดินโคลนและกอหญ้า |
| ปลาดุก | บึง คลอง แหล่งน้ำนิ่งที่กว้างพอ (ไม่ปล่อยจำนวนมากในจุดเดียว) |
| เต่า ตะพาบ | ริมตลิ่งที่มีทางลาดเอียง มีขอนไม้ พื้นที่ปีนขึ้นบก |
| กบ | ท้องนา ลำธาร บึงตื้น ที่มีดินเลนฉ่ำน้ำและหญ้ารก |
5. ปล่อยในเวลาที่เหมาะสม
ช่วงเวลาที่ดีที่สุดคือ เช้า (06:00-09:00 น.) หรือ เย็น (16:00-18:00 น.) เพราะอุณหภูมิน้ำไม่สูงเกินไป ออกซิเจนในน้ำสูง ปลาปรับตัวได้ดี หลีกเลี่ยง ช่วงกลางวันแดดจัด (11:00-15:00 น.) ที่น้ำร้อนและออกซิเจนต่ำ
6. กระจายจุดปล่อย ไม่ทิ้งปลากองรวมจุดเดียว
อย่าปล่อยปลาจำนวนมากในจุดเดียว ให้กระจายปล่อยหลายจุดตามแนวริมน้ำ เพื่อลดการแย่งอาหารและอากาศ เพิ่มโอกาสรอดชีวิตของปลาแต่ละตัว
7. สังเกตหลังปล่อย 5-10 นาที
หลังปล่อยแล้ว อย่ารีบเดินจากทันที ให้สังเกตว่าปลาว่ายน้ำได้ปกติหรือไม่ หากพบปลาลอยตัวนิ่งหรือพลิกท้อง อาจต้องช่วยย้ายไปจุดที่น้ำตื้นกว่าหรือมีร่มเงา
8. ตั้งจิตอธิษฐานด้วยความเมตตา
ก่อนปล่อย ตั้งจิตให้สงบ อธิษฐานแผ่เมตตาให้เจ้ากรรมนายเวร และขอให้สัตว์เหล่านี้ได้ใช้ชีวิตอย่างอิสระปลอดภัย ไม่จำเป็นต้องท่องคาถายาวๆ — รวบรวมเจตนากุศลอย่างแรงกล้าก็เพียงพอแล้ว
(ศึกษาคาถาและคำอธิษฐานฉบับสมบูรณ์: คาถาปล่อยปลา คำอธิษฐาน บทสวดปล่อยสัตว์)
เปรียบเทียบ: ปล่อยปลาแบบ “ได้บุญ” vs แบบ “ได้บาป”
| เงื่อนไข | แบบ “ได้บาป” | แบบ “ได้บุญ” |
|---|---|---|
| แหล่งที่มา | ซื้อจากร้านหน้าวัดที่เพาะมาเพื่อปล่อย | ไถ่ชีวิตจากตลาดสด (ปลาหน้าเขียง) หรือรับลูกปลาจากกรมประมง |
| ชนิดปลา | ปลาต่างถิ่น ปลาสวยงาม เอเลี่ยนสปีชีส์ | ปลาพื้นเมือง เช่น ปลาตะเพียน ปลาสวาย ปลาช่อน |
| สุขภาพปลา | ปลาป่วย มีแผล อ่อนแรง | ปลาแข็งแรง ว่ายน้ำคล่อง ไม่มีบาดแผล |
| แหล่งน้ำ | น้ำเน่าเสีย น้ำนิ่ง หรือผิดระบบนิเวศ | น้ำสะอาด ไหลเวียน ตรงกับธรรมชาติของปลา |
| วิธีปล่อย | เทลงน้ำทันทีไม่ปรับอุณหภูมิ | ลอยถุง 15-20 นาที ปล่อยช่วงเช้าหรือเย็น |
| จำนวน | ปล่อยกองรวมจุดเดียวจำนวนมาก | กระจายปล่อยหลายจุด จำนวนพอดี |
| ผลต่อจิตใจ | กังวล รู้สึกผิด เห็นปลาตาย | ปีติ อิ่มเอม เห็นปลาว่ายจากไปอย่างมีชีวิตชีวา |
ทางเลือก: สร้างกุศลด้วยการอนุรักษ์สัตว์น้ำ
หากกังวลเรื่องวงจรธุรกิจจับปลามาขาย หรือกลัวจะ ปล่อยสัตว์ผิดวิธี โดยไม่ตั้งใจ ยังมีทางเลือกอื่นในการสร้างกุศลจากการให้ชีวิตเป็นทาน:
- บริจาคสนับสนุนโครงการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำของกรมประมง — เจ้าหน้าที่ดูแลเรื่องสายพันธุ์ แหล่งน้ำ และจำนวนที่เหมาะสมให้ทั้งหมด
- ร่วมกิจกรรมปล่อยปลาที่วัดจัด — หลายวัดจัดกิจกรรมปล่อยปลาอย่างเป็นระบบ มีพระสงฆ์ให้ศีลให้พรและดูแลขั้นตอนอย่างถูกต้อง
- อุปถัมภ์เขตอภัยทานในแหล่งน้ำสาธารณะ — ช่วยดูแลรักษาแหล่งน้ำให้สะอาดและปลอดภัยสำหรับสัตว์น้ำ
ไม่ว่าจะเลือกวิธีใด สิ่งสำคัญคือ เจตนาที่บริสุทธิ์ และ ความรับผิดชอบ ต่อชีวิตสัตว์ที่เราตั้งใจจะช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q: ปล่อยปลาแล้วปลาตาย ถือว่าได้บาปไหม? A: ขึ้นอยู่กับเจตนาและความประมาท หากตั้งใจทำบุญด้วยเจตนาดีแต่ขาดความรู้ ถือว่ามีกุศลจิตอยู่ แต่หากรู้แล้วว่าปล่อยผิดวิธีแล้วยังทำซ้ำ ย่อมเป็นการเบียดเบียนชีวิตสัตว์ สิ่งสำคัญคือเมื่อรู้วิธีที่ถูกต้องแล้ว ให้ปรับปรุงการปฏิบัติในครั้งต่อไป
Q: ปล่อยปลาเอเลี่ยนสปีชีส์มีโทษทางกฎหมายอย่างไร? A: ตาม พ.ร.บ.ประมง พ.ศ. 2558 มาตรา 65 การปล่อยสัตว์น้ำต่างถิ่นลงแหล่งน้ำธรรมชาติโดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
Q: ปล่อยปลาอะไรได้บุญมากที่สุด? A: ตามหลักพุทธศาสนา การปล่อยสัตว์ที่ “กำลังจะถูกฆ่า” ได้บุญสูงสุด เพราะเป็นการให้ชีวิตเป็นทานอย่างแท้จริง ปลาหน้าเขียงจากตลาดสดจึงเหมาะกว่าปลาที่เพาะมาเพื่อปล่อย ส่วนชนิดปลาที่นิยม เช่น ปลาตะเพียน ปลาสวาย ปลาไหล แต่ละชนิดมีความหมายต่างกัน ศึกษาเพิ่มได้ที่ อานิสงส์ปล่อยปลา แก้กรรม
Q: ปล่อยปลาช่วงเวลาไหนดีที่สุด? A: ช่วงเช้า (06:00-09:00 น.) หรือเย็น (16:00-18:00 น.) เป็นช่วงที่อุณหภูมิน้ำเหมาะสม ออกซิเจนในน้ำสูง ปลาปรับตัวได้ดี หลีกเลี่ยงช่วงกลางวันแดดจัดที่น้ำร้อนจัด
Q: ปล่อยปลาแล้วห้ามกินปลาชนิดนั้นจริงไหม? A: ไม่มีหลักคำสอนในพุทธศาสนาที่ระบุเช่นนี้โดยตรง เป็นความเชื่อพื้นบ้านที่สืบทอดกันมา บางท่านถือปฏิบัติเพื่อความสบายใจ แต่ไม่ใช่ข้อบังคับทางศาสนาแต่อย่างใด
Q: ปล่อยปลาหน้าวัดปลอดภัยไหม? A: ขึ้นอยู่กับสภาพแหล่งน้ำหน้าวัดนั้นๆ บางวัดมีระบบจัดการดีและเขตอภัยทานที่เหมาะสม แต่บางแห่งแออัดเกินไปจนปลาขาดอากาศ ควรสังเกตสภาพน้ำ ปริมาณปลาที่มีอยู่แล้ว และเลือกจุดที่ไม่แออัดจนเกินไป
Q: ปล่อยปลาดุกลงแม่น้ำทำลายระบบนิเวศจริงไหม? A: ปลาดุกพันธุ์แท้ (ปลาดุกอุย ปลาดุกด้าน) เป็นปลาพื้นเมืองไทย ปล่อยได้ในจำนวนที่เหมาะสม แต่ “ปลาดุกบิ๊กอุย” เป็นสายพันธุ์ผสมที่โตเร็ว กินจุ หากปล่อยจำนวนมากจะกินลูกปลาเล็กและสัตว์น้ำอื่นจนระบบนิเวศเสียสมดุล ควรเลือกปลาดุกพันธุ์แท้และปล่อยในปริมาณที่เหมาะสม
Q: ต้องสวดมนต์หรือท่องคาถาก่อนปล่อยปลาไหม? A: ไม่บังคับ แต่การตั้งจิตอธิษฐานด้วยความเมตตาก่อนปล่อยจะช่วยให้จิตเป็นกุศลมากขึ้น หากต้องการสวดคาถาเต็มรูปแบบ ศึกษาได้ที่ คาถาปล่อยปลา คำอธิษฐาน บทสวดปล่อยสัตว์
บทสรุป
การ ทำบุญปล่อยปลา เป็นเรื่องงดงามทางจิตใจ เป็นการแผ่เมตตาต่อสรรพสัตว์ที่อ่อนแอกว่า แต่ “ความเมตตาจะสมบูรณ์ได้ ต้องมาพร้อมกับปัญญา”
ครั้งต่อไปที่ต้องการทำบุญเสริมดวง อย่าลืมตรวจเช็ก ข้อควรระวังในการปล่อยปลา ให้ดี — เลือกปลาหน้าเขียง ตรวจสุขภาพปลา ปรับอุณหภูมิน้ำ ตรวจสอบคุณภาพแหล่งน้ำ และเลือกสถานที่ให้เหมาะสมกับสายพันธุ์ เพียงเท่านี้ วิธีปล่อยปลาที่ถูกต้อง ของคุณจะกลายเป็นมหากุศลที่บริสุทธิ์ ดึงดูดพลังบวกและสิริมงคลกลับมาสู่ชีวิตอย่างแน่นอน
อ่านเพิ่มเติมในหัวข้อที่เกี่ยวข้อง:
เดอะเดลี่มู